มนต์เสนห์ของเอฟเอคัพ ปีนี้แผลงฤทธิ์แล้ว

มนต์เสนห์ของเอฟเอคัพ ปีนี้แผลงฤทธิ์แล้ว

การแข่งขันฟุตบอลถ้วยเอฟเอคัพ ที่บางข้อมูลบอกว่าเป็นถ้วยที่เก่าแก่ที่สุดในโลกนั้น เชื่อว่ามนต์ขลังอย่างหนึ่งที่มักจะแผลงฤทธิ์เป็นประจำทุกปีนั่นก็คือ การที่จะมีแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ หรือทีมเล็กสามารถเอาชนะทีมใหญ่ได้แบบไม่คาดฝัน ฟุตบอลนัดเดียวอะไรก็เกิดขึ้นได้จริงๆ แล้วปีนี้คนที่โดนอาถรรพ์เล่นงานก็คือลิเวอร์พูล

ลิเวอร์พูลกับปัญหาเดิมๆ

สำหรับลิเวอร์พูลนั้นถือว่าเป็นทีมที่เกือบจะโดนอาถรรพ์เอฟเอคัพนี้เล่นงานเอาเสียแล้ว เมื่อรอบที่แล้วก็กว่าจะเอาชนะพลีมัธมาได้ก็ต้องไปลุ้นกันถึงนัดรีเพลย์ที่เอาชนะไปได้ แต่คราวนี้ไม่เหมือนเดิมแล้วคู่ต่อสู้อย่าง วูลฟ์แฮมตัน ต้องบอกว่าเตรียมตัวมาดีจริง ส่วนลิเวอร์พูลก็เหมือนเดิมปัญหาเดิมที่ยังไม่แก้ไข อย่างที่เห็นรายชื่อนักเตะในนัดนี้ ที่ต้องบอกว่าจัดทีมได้คุณภาพแย่มาก จัดทีมเล่นในบ้านจนเกือบจะระดับไปเท่ากับผู้มาเยือน ซะอย่างนั้น

โดนเร็วจนตั้งตัวไม่ติด

เชื่อว่าพอเห็นรายชื่อ 11 ตัวจริงออกมา แฟนบอลหลายคนอาจจะเกิดอาการเสียวท้องน้อยอย่างแน่นอน เพราะดูแล้วไม่น่าไว้ใจจริงๆ โดยเฉพาะแนวรับที่วันนี้ใช้คาริอุส แล้วก็เป็นไปตามนั้นพลันเสียงนกหวีดจากกรรมการเป่าเริ่มเล่นไปไม่ได้ถึงนาทีดี วูลฟ์ก็มาได้ประตูขึ้นนำก่อนจากจังหวะลูกเซตเพลย์เปิดเข้าไป นักเตะวูลฟ์ถึงบอลก่อนโหม่งกระทบพื้นสวนตัวนายทวารเข้าไปแบบสุดช็อคทั้งผู้เล่นและแฟนบอลในแอนฟิลด์

ผู้มาเยือนยิ่งเล่นยิ่งได้ใจ

เมื่อได้ประตูแรกแล้วก็เหมือนหนังม้วนเดิมๆคือ ลิเวอร์พูลพยายามบุกพับสนามอย่างหนักแต่ก็ไม่ได้สักที กลับกันเป็นทางวูลฟ์ที่ยิ่งเล่นยิ่งได้ใจ สวนกลับสวยๆจนได้ลูกที่สอง พอครึ่งหลังลงมาสู้ต่อ ลิเวอร์ก็เจาะเหมือนเดิม มาได้ลูกแรกเอาตอนท้ายเกมแล้วมันก็เลยไม่ทัน สุดท้ายตกรอบไปแบบสุดช้ำเลยทีเดียว

ยูเวนตุส รีแบรนด์ดีหรือไม่ดี

ยูเวนตุส รีแบรนด์ดีหรือไม่ดี

ในแวดวงฟุตบอลอิตาลีช่วงนี้ไม่ค่อยเห็นมีดีลเด็ดๆสร้างความฮือฮาสักเท่าไร แต่มีอีกข่าวหนึ่งถือว่าสร้างความฮือฮาได้ดีทีเดียวนั่นก็คือ ข่าวการรีแบรนด์ตราสโมสรใหม่ของ ยูเวนตุส สโมสรดังของอิตาลี ที่คราวนี้ต้องยอมรับว่าพวกเค้ามาแปลกทีเดียว ที่มีการเปลี่ยนแปลงแบรนด์ตัวเองแบบนี้

จากลวดลายเหลือเพียงตัวอักษร

การรีแบรนด์ครั้งนี้ ทางยูเว่ได้มีการปรับเปลี่ยนไปแบบที่เรียกได้ว่าพลิกโฉมกันเลยทีเดียว เพราะจากเดิมที่เป็นรูปวงรี ด้านในมีลายขาวดำ มีชื่อสโมสรและตราม้าอยู่ด้านล่าง เหลือเพียงแค่ตัว J (เจ) สีขาวเพียงแค่ตัวเดียวเท่านั้น ด้านบนมีชื่อสโมสรอยู่เหมือนเดิม แต่เปลี่ยนฟอนต์ไป นัยว่าต้องการเน้นให้จำชื่อสโมสรได้ง่ายขึ้น

การรีแบรนด์ เป็นเรื่องธรรมดา

สำหรับการรีแบรนด์นั้น ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดามากของวงการฟุตบอลสโมสร แต่ละทีมมักจะมีการเปลี่ยนแปลงโลโก้ของทีมอยู่เป็นประจำ ทั้งนี้ที่เปลี่ยนก็เพื่อเรื่องของการตลาด และแคมเปญบางอย่างด้วย อย่างยูเวนตุสนี่ก็เปลี่ยนมาแล้ว 10 อันกว่าจะมาถึงอันปัจจุบัน ซึ่งแต่ละอันก็โดนใจแต่บางอันก็ไม่โดน

การก้าวไปในระดับโลก

การเปลี่ยนแปลงของยูเวนตุสในครั้งนี้ จากการวิเคราะห์ของกูรูเมืองนอกมองว่ามันคือการสื่อชื่อทีมไปถึงในระดับที่เป็นสากลมากขึ้น ทำให้แฟนบอลจดจำทีมและชื่อทีมได้มากขึ้น เหมือนกับการใช้ตัว M ของแม็คโดนัลด์โน่นเลย ซึ่งก็ต้องมาดูกันว่าสุดท้ายแล้ว การรีแบรนด์ครั้งนี้ของยูเวนตุส จะสามารถยกระดับด้านนอกสนามของทีมยูเวนตุสไปได้มากน้อยแค่ไหน แต่อย่างไรก็ดี ผลงานนอกสนามจะไม่ไปไหนเลย ถ้าหากผลงานในสนามไม่ดีจริงๆ

 

เกือบไป สำหรับลิเวอร์พลู

เกือบไป สำหรับลิเวอร์พลู

ลิเวอร์พลู
ลิเวอร์พลู

ต้องบอกว่าเป็นเกมที่ออกมาได้สูสีอย่างไม่น่าเชื่อเท่าไร นั่นก็คือ เกมเอฟเอคัพ รีเพลย์รอบสามระหว่าง พลีมัธ ที่สามารถไปยันเสมอลิเวอร์พลูได้แบบหักปากกาเซียน ที่คราวนี้ได้โอกาสเปิดบ้านต้อนรับเหล่าเดอะค็อปบ้าง ยังถือว่าโชคดีที่มนต์ขลังของเอฟเอคัพของปีนี้ที่จะต้องมีการพลิกล็อคยังไม่เกิดขึ้น เมื่อ ลิเวอร์พลูเบียดเอาชนะไปได้เพียงแค่ 1-0

ทีมสำรองที่คุณภาพยังไม่ถึง

ในเกมนี้เจอร์เก็น คลอป์ กุนซือสมองเพชรของทีมได้เปลี่ยนแปลงทีมจากเกมแดงเดือดจากทีมชุดใหญ่ เป็นการนำทีมชุดผสมระหว่างทีมสำรองและเยาวชนลงเล่นในเกมนี้ แน่นอนว่าการส่งทีมสำรองลงเล่นในเกมที่เจอกับทีมที่อ่อนชั้นกว่าถือว่าไม่แปลก แต่ก็ต้องยอมรับว่า คุณภาพทีมสำรองและเหล่าเยาวชนนั้นยังไม่ถึงขั้นจริง เห็นได้จากการเล่นฟุตบอลที่ยังไม่สามารถเอาชนะได้เลย แต่ก็ยังโชคดีที่มีตัวละครลับโผล่ขึ้นมาได้ถูกเวลาพอดี

ตัวละครลับที่มาถูกเวลา

เกมนี้ต้องบอกว่าเหมือนเป็นการเปิดการ์ดตัวละครลับเลย เนื่องจากผู้ที่มาพิชิตชัยในเกมที่น่าจะเอาชนะผ่านไปได้แบบสบายๆนั่นก็คือ ลูคัส เลวา กองกลางโลกลืมที่แฟนบอลหลายคนอาจจะลืมไปแล้วว่ายังมีเค้าอยู่ในทีม ไม่น่าเชื่อว่า ลูคัส เลวา ประตูสุดท้ายของเค้าเกิดเมื่อปี 2010 หรือเกือบ 7 ปีที่แล้วโน่นเลย ถือว่าเป็นประตูที่มาถูกเวลาจริงๆ เพราะหากไม่ได้ประตูนี้ ไม่แน่ว่าอาจจะต้องยื้อไปถึงจุดโทษ ถ้าชนะก็แล้วไป แต่หากลิเวอร์พลูแพ้จุดโทษ บวกกับความเหนื่อยล้าจากการบดมาเต็ม 120 นาที รับรองว่า มีผลต่อเกมลีคสุดสัปดาห์นี้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ดี ผลชนะในเกมนี้ทำให้พวกเค้าได้โอกาสเปิดแอนฟิลด์ต้อนรับ วูลฟ์แฮมตัน ที่น่าจะผ่านได้ (หรือเปล่า)

 

ยกเลิกการล้ำหน้า อย่าเลย ไม่ดีหรอก

ยกเลิกการล้ำหน้า อย่าเลย ไม่ดีหรอก

ล้ำหน้า
ล้ำหน้า

การปรับเปลี่ยนแปลงกฎการเล่นฟุตบอลถือว่ามีการถกเถียงและทำมาตลอด บางอย่างเปลี่ยนแล้วก็เข้าท่าดี อย่างเช่นการนำเทคโนโลยีโกล์ไลน์มาช่วยตัดสินว่าเข้าหรือไม่เข้า หรือ การเพิ่มตัวสำรองที่สามารถใส่ชื่อได้แต่ละเกมที่จะช่วยให้การวางแผนทำได้หลากหลายมากขึ้น แต่บางกฎที่มีการนำเสนอแล้วว่าขอเปลี่ยนคือ การยกเลิกกฎล้ำหน้า

จะทำให้เกมฟุตบอลบุกน้อยลง

หากการยกเลิกกฎล้ำหน้าออกไป คนที่นำเสนอบอกว่าจะทำให้มีฟุตบอลมีเกมบุกมากขึ้น แต่เอาเข้าจริง หากยกเลิกกันจริง มันจะทำให้เกมฟุตบอลบุกน้อยลงมากกว่า เพราะตัวรับต้องคอยพะวงการหลุดของกองหน้า กองกลางก็ไม่บุก กองหน้าก็ยืนแกร่วรอบอลโด่งอย่างเดียว ไปๆมาๆ มันก็ทำให้เกมฟุตบอลน่าเบื่อมากขึ้น ไม่มีการบุก ดูแล้วง่วงนอน

ยิงได้มากขึ้น แต่คุณภาพน้อยลง

เหตุผลหนึ่งที่เค้าเสนอเรื่องการยกเลิกกฎล้ำหน้า ก็เพราะว่าจะทำให้กองหน้ามีโอกาสการยิงประตูมากขึ้น เล่นได้มากขึ้น แฟนบอลน่าจะสนุกกับการดูฟุตบอลมากขึ้น อันนี้ขอเถียงส่วนหนึ่งอาจจะทำให้การยิงประตูเกิดขึ้นได้ง่ายมากขึ้นก็จริง แต่คุณภาพของการยิงประตูจะน้อยลง ไม่มีการต่อบอลทำชิ่ง กันอย่างสวยงามเข้าไป จะมีแต่การโยนบอลโด่งอย่างเดียว พูดง่ายๆว่าคุณภาพการยิงประตูน้อยลง แถมไม่ตื่นเต้นอีกต่างหาก ลองเทียบดูระหว่าง การหลุดเดี่ยวไปแบบง่ายๆ กับการจักรยานอากาศยิงแบบเหนือๆที่มีตัวประกบอยู่ด้วยอย่างไหนดูมี คลาส มากกว่ากัน

นักกีฬาเหนื่อยมากขึ้น

การยกเลิกกฎล้ำหน้า อาจจะมองว่าทำให้เหนื่อยน้อยลง แต่เอาจริงๆ มันกลับสร้างภาระให้กับนักกีฬามากขึ้น เนื่องจากไม่มีกับดักล้ำหน้า ทำให้นักกีฬาต้องคอยวิ่งขึ้น วิ่งลงตลอดเวลา ผลก็คือ นักกีฬาเหนื่อยมากขึ้น โดยเฉพาะกองหลัง ต้องวิ่งขึ้น วิ่งลงตลอดเวลา อาจจะทำให้ร่างกายพังเร็วกว่าที่คิด

บางทีมูริญโญ่ควรจับวิลเลี่ยนเล่นกลางบ่อยขึ้น เพื่อกดดันออสก้าบ้าง

บางทีมูริญโญ่ควรจับวิลเลี่ยนเล่นกลางบ่อยขึ้น เพื่อกดดันออสก้าบ้าง

ออสก้า
ออสก้า

หากพูดถึงฟอร์มและผลงานของทีมสิงห์ไฮโซเชลซีในช่วงระยะหลังๆของฤดูกาลนี้นั้น ต้องบอกว่าดูเหมือนฟอร์มการเล่นที่สม่ำเสมอของพวกเขานั้น จะดูดรอปลงไปพอสมควรเลย เพราะจะเห็นได้ว่าช่วงหลังๆนั้นทีมสิงห์ไฮโซเชลซีของกุนซือโฆเซ่ มูริญโญ่นั้นเริ่มสะดุดมากขึ้น ฟอร์มการเล่นของทีมก็เริ่มดูดรอปๆลงไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของฟอร์มนักเตะในทีมนั้น จะเห็นได้ว่ามีหลายคนเลยทีเดียวที่ดูฟอร์มตกลงไปพอสมควร จึงไม่แปลกที่ผลงานของทีมเชลซีเลยดรอปตามลงไปด้วย ซึ่งหนึ่งในนักเตะที่ถือว่าฟอร์มตกลงไปพอสมควรเลยในฤดูกาลนี้นั้น นั่นก็คือเจ้าออสก้านั่นเอง

ซึ่งต้องบอกว่า สำหรับฤดูกาลนี้นั้น หลังจากที่ได้ติดตามดูฟอร์มการเล่นของทีมเชลซีและฟอร์มการเล่นของนักเตะหลายๆคนของเชลซีแล้ว เห็นได้ชัดเจนว่า สำหรับเจ้าออสก้านั้นดูเหมือนจะเป็นคนที่ฟอร์มตกลงไปเยอะที่สุด ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่า สาเหตุที่ทำให้เจ้าออสก้าฟอร์มตกนั้นเป็นเพราะอะไร แต่คิดว่าบางทีโฆเซ่ มูริญโญ่นั้นควรจะต้องรีบทำอะไรซักอย่างได้แล้ว เพราะพอเจ้าออสก้าฟอร์มตกมันก็ได้ส่งผลต่อทีมเชลซีพอสมควรเหมือนกัน เพราะจะเห็นได้ว่าช่วงหลังๆนั้น เชลซีมักจะทำเกมในแดนกลางของตัวเองไม่ค่อยได้เลย ซึ่งหนึ่งในคนสำคัญของเชลซีในแดนกลางนั้น นั่นก็คือเจ้าออสก้าที่มูริญโญ่ได้เลือกให้เป็นจอมทัพของทีม แต่ผลงานที่ออกมากลับน่าผิดหวังไปหน่อย โดยเฉพาะในเรื่องการการปั้นเกมรุกนั้น เรียกได้ฟอร์มตกลงไปเยอะเลย ดังนั้นเลยคิดว่า ในเมื่อเจ้าออสก้าฟอร์มตกแบบนี้ มูริญโญ่ก็ควรเลือกให้เจ้าวิลเลี่ยนนั้นลงเล่นในตำแหน่งของเจ้าออสก้าแทนมากขึ้น

นั่นก็เพราะว่า ถ้าหากดูจากฟอร์มที่ผ่านมานั้น เจ้าวิลเลี่ยนเหมือนจะทำได้ดีกว่าเจ้าออสก้าพอสมควรเลย แม้ว่าในเรื่องการปันเกมรุกนั้น เจ้าวิลเลี่ยนจะเป็นรองเจ้าออสก้า แต่ทว่าในเรื่องของการไปกับบอลได้ดีนั้น เจ้าวิลเลี่ยนทำได้ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด ในเมื่อเจ้าออสก้าฟอร์มตกแบบนี้ก็ควรให้โอกาสเจ้าวิลเลี่ยนมากขึ้น น่าจะเป็นผลดีต่อทีมมากกว่า และที่สำคัญเลย จุดประสงค์สำคัญที่สุดว่าทำไมมูริญโญ่ควรเลือกให้โอกาสเจ้าวิลเลี่ยนลงเล่นแทนในตำแหน่งของเจ้าออสก้ามากขึ้น นั่นก็เพราะจะได้เป็นการกดดันเจ้าออสก้าให้พยายามเค้นฟอร์มเก่งออกมาภายในตัวไปด้วย เพราะสังเกตุจากฤดูกาลก่อนหน้านี้ เจ้าออสก้ามักจะโชว์ฟอร์มได้ดี ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเป็นก่อนหน้านี้มีเจ้า ฆวน มาต้าอยู่อีกคน เลยทำให้เจ้าออสก้านั้นเลยพยายามเค้นฟอร์มเก่งออกมานั่นเอง ดังนั้นเลยคิดว่าหลังจากนี้หากเจ้าออสก้านั้น ยังไม่สามารถโชว์ฟอร์มได้ดีขึ้น มูริญโญ่ควรให้โอกาสเจ้าวิลเลี่ยนลงเล่นแทนให้มากขึ้น เพื่อจะได้กดดันให้เขาเรียกฟอร์มเก่งออกมา เพื่อจะเป็นดีต่อสโมสรมากที่สุดนั่นเอง.

ฟาติห์ เต็กเก้ ถูกยกให้เป็นนักเตะที่คิดเร็ว ทำเร็ว มากเกินไป

ฟาติห์ เต็กเก้ ถูกยกให้เป็นนักเตะที่คิดเร็ว ทำเร็ว มากเกินไป

สำหรับ เท็กซอน สปอร์ แล้ว สตาร์สามรายที่เป็นเสมือนหัวใจของสโมสรคือ ก็อคเดนิช คาราเดนิช อิบราฮิม ยัตตาร่า และ ฟาติห์ เต็กเก้ ทั้งหมด ถูกขนานามให้เป็น “สามเหลี่ยม”เบอร์มิวดา คาราเดนิชยัตตาร่า และเต็กเก้ช่วยกันขับเคลื่อน แทร็บซอนสเปอร์จนกลายเป็นทีมที่มีลุ้นแชมป์ลีกเติร์ก เต็กเก้ ถูกยกให้เป็นนักเตะที่คิดเร็ว ทำเร็ว มากเกินไปรวมทั้งยังมีสัญชาติญาณนักล่าโดยธรรมชาติอีกด้วย เขามีความสามารถที่เหลือเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามที่อยู่ในกรอบเขตโทษ เซนอล กูเนส อดีตโค้ชทีมชาติตุรกีที่ผันตัวเองมาทำงานในระดับสโมสรกับ แทร็บซอน สปอร์ เอ่ย
“กองหน้าหลายต่อหลายคน ต้องสะดุดเมื่อเจอกับการประกบติดกองหลังคู่ต่อสู้ แต่ พาติห์ไม่เลยเขาสามารถสลัดหนีตัวประกบได้อย่างเยี่ยมยอด” แม้หลายครั้งที่ สตาร์วัย 27 ปี ซึ่งย้ายมาจาก กาเซียนเตปสปอร์ มาอยู่กับ แทร็บซอนสปอร์ เมื่อซัมเอร์ปี 2002 มักจะโดนวิจารณ์ แต่เขาก็จะโต้ตอบกลับไปด้วยการพังประตูเสมอฯ ด้วยฟอร์มการเล่นอันร้อนแรงของ เต็กเก้ ทำให้เขากลายเป็นเป้าหมายของสโมสรยักษ์ใหญ่ทั่วด้วยฟอร์มการเล่นอันร้อนแรงของ เต็กเก้ ทำให้เขากลายเป็นเป้าหมายของสโมสรขณะเดียวกัน เออร์กุน ยานาล เทรนเนอร์ เออร์กุนกูหวังที่จะปั้นให้ เต็กเก้ เป็นตัวตายตัวแทน ของกองหน้าผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อทำไปแล้วสามประตู ในการเล่นศึก เวิลด์ คัพ 2006 รอบคัดเลือก สามนัด หลังจากเจ็ดปีให้หลังจากที่ลงประเดิมสนามให้กับทีมชาติตุรกี ในที่สุดแล้ว เต็กเก้ ก็สามารถสลัดตัวเองออกมาจากมุมมืดได้สำเร็จ

ภาคต่อแห่งความฝันของ อลัน เชียเรอร์

ภาคต่อแห่งความฝันของ อลัน เชียเรอร์

อลัน เชียเรอร์
อลัน เชียเรอร์

เมื่อครั้งวัยเด็ก ฝันของอลัน เชียร์เรอร์ ก็เหมือนกับเด็กชาวจอร์ตี้ธรรมดาๆทั่วๆไป นั่นคือการเป็นนักเตะรับใช้สโมสรบ้านเกิดนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ยามใดที่เขาไม่ได้ลงเล่นให้ทีมเยาวชนนิวคลาสเซิ่ล, วอลล์เซนด์บอยส์ คลับ หรือแครมลิงตัน จูเนียร์ส สถานที่แห่งเดียวที่เขาชอบไปเป็นประจำคือเซนต์ เจมส์ ปาร์ก เพื่อชมนักเตะขวัญใจ เควิน คีแกน ลงเตะให้ทีม เดอะ แม็กพายส์แมวมองจากสโมสรต่างๆในฟุตบอลลีก ผลัดเปลี่ยนมาปรากฎตัวเพื่อดูขาลงสนาม แต่ชื่อของอลัน เชียเรอร์ ก็ไม่ได้เตะตาเหมือนดาวรุ่งบางคน มีเพียงแมนเซสเตอร์ ซิตี้ และเวสต์บรอมวิช เท่านั้นที่แสดงท่าทีสนใจขณะที่นิวคลาสเซิ่ลทีมรักของเขาไม่ได้สนใจมากนัก นอกจากการปล่อยให้เขาทดสอบฝีเท้าในตำแหน่งผู้รักษาประตู

ทว่าการสูญเสียของทีมบ้านเกิดกลายเป็นกำไรของทีมเล็กๆ อย่างเซาแธมป์ตัน ที่หยิบยื่นโอกาสให้เชียเรอร์ได้แจ้งเกิดบนเส้นทางค้าแข้ง จนกลายเป็นยอดยาวยิงในตำนานดังเช่นปัจจุบัน เมือ่อายุ 13 ฝีเท้าของเขาเกิดเตะตา จอร์น ฮิกกสัน แมวมองระดับเซียนขของเซาแธมป์ตัน กระทั่งเชียเรอร์ได้เซ็นสัญญาเป็นนักเรียนในสังกัดของสโมสรเดอะ เซนต์ส ในปีถัดมา

มาร์คุส โรเซนเบิร์ก คว้าแชมป์ลีกสวีเดน ร่วมกับสโมสรฮาล์มสตัด

มาร์คุส โรเซนเบิร์ก คว้าแชมป์ลีกสวีเดน ร่วมกับสโมสรฮาล์มสตัด

มาร์คุส โรเซนเบิร์ก
มาร์คุส โรเซนเบิร์ก

            ไม่เพียงแต่มาร์คุส โรเซนเบิร์กจะคว้าแชมป์ลีกสวีเดน ร่วมกับสโมสรฮาล์มสตัด แล้ว โดรเซนเบิร์ก ยังเป็นเจ้าของดาวซัลโซสูงสุดประจำลีกด้วยจำนวนประตู 14 เม็ด

นอกจากนี้ในการเล่นระดับชาติ โรเซนเบิร์ก ก็สามารถสร้างชื่อได้ทันที ในการลงประเดิมสนามนัดแรก ให้กับสวีเดน เมื่อพังประตูได้ทันทีในเกมอุ่นเครื่องกับเกาหลี ที่ลอสเองเจลีส ประเทศสหรัฐอเมริกา

การที่ โรเซนเบิร์ก ลุกจากม้านั่งสำรองแล้วลงมาตะบันประตูให้ไวกิ้ง ตีเสมอพลังโสมได้ สร้างความประทับอกประทับใจ รวมทั้งสร้างความอบอุ่นให้กับ ลาร์ส ลาเกอร์บัค กุนชือทีมชาติสวีเดนเป็นอย่างมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กองหน้าอันดับหนึ่งอย่าง เฮนริคลาร์สสัน จาก บาร์เซโลน่า ได้รับบาดเจ็บจนต้องหยุดพักแข้งตลอดทั้งฤดูกาล ขณะที่ แม็ทเธียส สเวนส์สัน ฟอร์มบู่กับ นอริช ซิตี้ ส่วน มาร์คุส อัลบัค ก็ยังฝึกอยู่ที่ ฮันซ่า รอสต็อค ส่งผลให้ทีมชาติสวีเดน มีแนวร่วมในแนวรุกน้อยมาก

จึงไม่แปลกที่ ลาร์เกอร์บัค จะมีแผนการจับ โรเซนเบิร์ก ไปยืนล่าตาข่ายคู่กับ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ของยูเวนตุส

โรเซนเบิร์ก วัย 22 ปัจจุบันย้ายไปเล่นให้กับต้นสังกัดแรกอย่างมัลโม หลังจากโชว์ฟอร์มได้อย่างเยี่ยมยอดตลอดช่วงเวลาที่โดน ฮาล์สตัดยืมไปใช้งาน ด้วยการยิงประตูอย่างเป็นกอบเป็นกำ และโชว์เทคนิคลูกเล่นแพรวพราวต่างๆ ออกมาเป็นระยะๆ

แต่คุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมและโดดเด่นมากของ โรเซนเบิร์ก คือความไม่เห็นแก่ตัว เขาพร้อมจ่ายบอลให้เพื่อนที่มีโอกาสทำประตูดีกว่าอย่างไม่ลังเล ซึ่งนี้คือการเล่นเอทีมอย่างแท้จริง

มอร์แกน เด ซานติส “ปราการด่านสุดท้ายแห่งอูดิเนเซ่”

มอร์แกน เด ซานติส “ปราการด่านสุดท้ายแห่งอูดิเนเซ่”

มอร์แกน เด ซานติส
มอร์แกน เด ซานติส

การทุ่มเทซ้อมหนักอันนี้แน่นอน ผมไม่เคยทำเล่นๆ ผมทุ่มเทและเอาจริงเอาจังเสมอ นอกจากนั้นผลการแข่งขันที่ดีของอูดิเนเซ่ ในช่วงปีหลังๆก็มีส่วนช่วยไม่น้อย มันเป็นผลงานที่ผลักดันให้เรากล้าเล่น หลายคนมีผลงานที่ดีขึ้น หนึ่งในนั้นรวมถึงตัวผมด้วย

มันเป็นช่วงเวลาที่งดงามมาก ความรู้สึกของ มอร์แกน เด ซานติส ตอนอายุ 17 ปี มันแตกต่างจากตอนที่เป็นผู้ใหญ่ที่โตเต็มตัว หลายสิ่งหลายอย่างเหลือเชื่อ ผมเองก็เป็นคนโชคดีไม่น้อย แม้บางที่จะมีช่วงเวลาแย่ๆ เข้ามาบ้างเหมือนกันก็ตาม

ก็ใช่ ผมเซฟมาหลายลูกแต่นานแล้วเหมือนกันนะ ที่ผมพุ่งหาบอลไม่เจอเลย

ผมกำลังพูดถึงช่วงเวลาตอนที่ผมอายุราว 20 ปี ยูเวนตุส ดึงผมไปร่วมทีม เป็นเวลาร่วมสองปีที่ผมจำใจต้องนั่งอยู่บนม้านั่งสำรอง ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ จากนั้นผมก็เลือกย้ายมา อูดิเนเซ่ พร้อมกับความหวังที่จะได้ลงสนามอย่างต่อเนื่อง แต่ผมก็ต้องมานั่งเป็นสำรองอีกสองปีเต็ม ก่อนที่โอกาสที่แท้จริงจะมาถึง มันเป็นช่วงเวลาที่ทั้งสับสน ทั้งวุ่นวาย ผมได้แต่นั่งมองเพื่อนร่วมรุ่นที่โตขึ้นมาไล่ๆกันจากชุดเยาวชนได้ลงเป็นตัวจริง ได้ประสบความสำเร็จเป็นแชมป์ แต่ประสบการณ์ช่วงนั้น มันช่วยให้ผมเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ขึ้น

หลายคนมีส่วนช่วยและผมก็อยากจะกล่าวขอบคุณพวกเขาเหล่านี้ เป็นพิเศษเลยก็คือ มาริโน่ ผู้อำนวยการคนเก่าของ อูดิเนเซ่ ซึ่งคนที่คอยให้กำลังใจผมมาโดยตลอด ย้ำอยู่เสมอๆว่าผมคืออนาคตของ อูดิเนเซ่ มาถึงตรงนี้ผมก็ได้แต่บอกว่าเขาพูดถูก

เปโดร โรดิเกรช คือตัวเลือกที่ลิเวอร์พูล ควรดึงมาเสริมทีม หากฤดูกาลหน้าหวังจะทำผลงานให้ดีขึ้น

เปโดร โรดิเกรช คือตัวเลือกที่ลิเวอร์พูล ควรดึงมาเสริมทีม หากฤดูกาลหน้าหวังจะทำผลงานให้ดีขึ้น

หากพูดถึงผลงานของทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล ของกุนซือ เบรนเดน ร็อดเจอร์ ในฤดูกาลนี้นั้น ไม่อาจจะปฏิเสธได้จริงๆว่าฤดูกาลนี้ ผลงานของลิเวอร์พูลนั้นเป็นผลงานที่ทำได้อย่างน่าผิดหวังไปหน่อยจริงๆ เพราะฤดูกาลนี้เป็นอีกครั้งที่พวกเขาไม่สามารถคว้าแชมป์อะไรติดมือได้เลย แถมยังไม่สามารถก้าวขึ้นมาจบอันดับอยู่ในโซนท็อปโฟร์ได้อีกด้วย ทั้งๆที่ฤดูกาลที่ผ่านมาพวกเขาทำผลงานได้ดีคว้าถึงรองแชมป์ลีกได้ ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้วเห็นได้ชัดว่า ฤดูกาลนี้ผลงานของลิเวอร์พูลนั้นเป็นผลงานที่น่าผิดหวังพอสมควรจริงๆนั่นเอง

และสำหรับผลงานของลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ที่ทำได้อย่างน่าผิดหวังไปหน่อยนั้น ก็คงต้องบอกว่า ไม่อาจจะปฏิเสธได้จริงๆว่าสาเหตุส่วนหนึ่งนั้นก็คือ เป็นเพราะการขาดกองหน้าตัวเก่งอย่างเจ้าหลุยส์ ซัวเรสไป บวกกับกองหน้าตัวใหม่ที่ซื้อเข้ามาทดแทนนั้น ไม่สามารถทดแทนกันได้อีกด้วย ก็เลยทำให้ส่งผลต่อเกมรุกและผลงานลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้แบบไม่อาจจะปฏิเสธได้ และด้วยเหตุนี้นั่นเองก็เลยทำให้คิดว่า หากฤดูกาลหน้าลิเวอร์พูลต้องการที่จะทำผลงานให้ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา สิ่งที่พวกเขาจะต้องทำหลังจากนี้นั่นก็คือ หากองหน้าหรือว่าแนวรุกตัวใหม่เพิ่ม และหนึ่งในตัวเลือกที่เหมาะสำหรับลิเวอร์พูลก็คือ เจ้าเปโดร โรดิเกรช ปีกตัวเก่งของบาร์เซโลน่า ที่กำลังมีข่าวการย้ายทีมอยู่ด้วยนั่นเอง

สำหรับเหตุผลว่าทำไม เจ้าเปโดร โรดิเกรช เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับลิเวอร์พูล และเป็นตัวเลือกที่ลิเวอร์พูลควรดึงตัวมาเสริมทีมให้ได้นั้น นั่นก็เพราะว่า ด้วยสไตล์การเล่นและฝีเท้าของเจ้า เปโดร โรดิเกรช นั้นน่าจะตอบสนองความต้องการของลิเวอร์พูล และเพิ่มความดุดันให้กับทีมได้นั่นเอง นั่นก็เพราะเจ้า เปโดร โรดิเกรช นั้นเป็นนักเตะที่เล่นได้ทั้งกองหน้าและปีก ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องการจบสกอร์เป็นอย่างมาก เลยมองว่าจุดนี้เขาน่าจะเข้ามาช่วยทำให้เกมรุกของลิเวอร์พูลในฤดูกาลหน้า ดุดันขึ้นได้อย่างแน่นอน อีกทั้งมองว่า สไตล์การเล่นของเจ้า เปโดร โรดิเกรช นั้นน่าจะเข้ากับระบบการเล่นของลิเวอร์พูลได้ดีอีกด้วย บวกกับเจ้าเปโดร โรดิเกรช เองนั้นอยากได้โอกาสในการลงสนามอย่างต่อเนื่อง เลยเชื่อว่าหากลิเวอร์พูลยื่นข้อเสนอไป มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่จะได้ตัวเขามาแน่นอน แถมราคาก็ไม่น่าจะแพงมากด้วย เลยทำให้มองว่า เปโดร โรดิเกรช นั้นคือตัวเลือกที่ลิเวอร์พูลควรดึงมาเสริมทีมให้ได้ เพราะเขาจะตอบสนองความต้องการของทีมได้ดีแน่นอนนั่นเอง